Copyright & copy : ๒๐๐๘ Paradorn Sakamula ปรับปรุงข้อมูล : 1 มกราคม 2551

วิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง ทักษะการเป่าขลุ่ยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ชื่อเรื่อง ทักษะการเป่าขลุ่ยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นาย วรเศรษฐ์ พงษ์รุจปรีชา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะดนตรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549
โรงเรียน ศรีวิทยาปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

บทคัดย่อ

ในการวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 นักเรียนทั้งหมด 250 คน แยกเป็นห้อง ห้องละ 50 คน ด้วยวิธีการประเมินที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 1เทอม โดยเริ่มทำการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม 2549 ซึ่งนักเรียนทั้งหมดไม่เคยเรียนเป่าขลุ่ยมาก่อน

ผลการวิจัย พบว่านักเรียนจำนวนหนึ่งมีการพัฒนาทักษะในการเป่าขลุ่ยที่ดีขึ้น ต่างจาการสอนแบบวิธีปกติ โดยวิธีการให้นักเรียนมาซ้อมในเวลาพักกลางวันและให้นักเรียนที่เป่าขลุ่ยได้แล้ว สอนให้กับนักเรียนที่ยังเป่าขลุ่ยไม่ได้โดยเป่าทีละบรรทัด ซ้ำไปซ้ำมาจนนักเรียนเป่าได้คล่อง แล้วจับกลุ่มมาสอบกับคุณครู นักเรียนจึงเกิดทักษะในการเป่าขลุ่ยที่ดีขึ้น สามารถเป่าขลุ่ยได้ชัดเจน ถูกต้อง ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยและการเล่นดนตรีได้อย่างคล่องแคล่ว

คำนำ
งานวิจัยเรื่องทักษะการเป่าขลุ่ยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ในรายวิชาดนตรี ได้จัดทำขึ้นเพื่อประเมินการพัฒนาทักษะในด้านการเป่าขลุ่ยให้กับนักเรียน ผู้วิจัยต้องการให้นักเรียนเป่าขลุ่ยและเล่นดนตรีได้ รู้ถึงปัญหาของนักเรียนแต่ละคนและต้องการพัฒนาการเป่าขลุ่ยของนักเรียนให้ดีขึ้น โดยทั่วไปครูวิชาดนตรีส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเวลาทำงานวิจัย เพราะวิชาดนตรีเป็นวิชาที่ต้องปฏิบัติเป็นส่วนมาก จึงจะทำให้เกิดทักษะการเล่นดนตรีได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นคุณครูท่านใดที่สนใจในงานวิจัยในชั้นเรียนของข้าพเจ้าฉบับนี้ ผู้จัดทำอนุญาตให้นำไปใช้ นำไปดับแปลงให้สอดคล้องกับคุณครูแต่ละท่าน แต่และโรงเรียนได้ และผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การวิจัยเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทางด้านการเรียน การสอนวิชาดนตรีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ผู้วิจัย
นาย วรเศรษฐ์ พงษ์รุจปรีชา
ครูพิเศษดนตรี

สารบัญ
-
หัวข้อวิจัย
2
ความสำคัญและที่มา
5
จุดมุ่งหมาย
8
ตัวแปรที่ศึกษา
12
กรอบแนวคิดในการวิจัย
17
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
20
ขอบเขตของการวิจัย
22
วิธีดำเนินการวิจัย
25
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
28
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
29
สรุปผล
32
ข้อคิดที่ได้จากการวิจัย
33
ภาคผนวก
45

การวิจัยในชั้นเรียน

1. เรื่อง ทักษะการเป่าขลุ่ยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2. ความสำคัญและที่มา
การเล่นดนตรีเป็นความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกซ้อม ผู้ที่มีความสามารถในการเล่นดนตรีได้ ก็จะเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ ดังนั้นนักเรียนทุกคนต้องเล่นดนตรีได้อย่างน้อยคนละ 1 ชิ้น ในการเรียนวิชาดนตรี เป็นการพัฒนาที่เน้นการปฏิบัติ การสอนเพื่อพัฒนาในด้านทักษะ และการปฏิบัติดนตรี วิชาดนตรีนั้นผู้เรียนจะต้องมีความตั้งใจและสนใจในเวลาเรียนเป็นอย่างมาก จึงจะทำให้เรียนได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ การอ่านโน้ตเป็นพื้นฐานในการเล่นดนตรีการฝึกฝนตัวเองก็เรียกได้ว่าเป็นการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาในด้านทักษะดนตรีเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ ในการสอนที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนบางส่วน ยังขาดทักษะในด้านการเป่าขลุ่ยเป็นอย่างมาก จึงส่งผลมาให้ต้องมีการปรับปรุง และต้องมีการพัฒนาในทักษะนี้อย่างต่อเนื่อง และจากการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 250 คน มีนักเรียนที่มีปัญหาในทักษะด้านการเป่าขลุ่ยอยู่ห้องละประมาณ 10 ถึง 20 คน ดังนั้น ผู้ที่ทำการวิจัย จึงหาวิธีการที่จะดำเนินการเพื่อที่จะแก้ไขให้นักเรียนเป่าได้และพัฒนาให้นักเรียนได้เกิดทักษะในด้านการเป่าขลุ่ยให้มากยิ่งขึ้น
ดังนั้นในการพัฒนาในครั้งนี้ จะใช้วิธีการประเมินนักเรียนควบคู่ไปกับกิจกรรมการเรียนการสอน

3. จุดมุ่งหมาย
เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะการเป่าขลุ่ยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ด้วยวิธีการประเมินที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

4. ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น 1. วิธีสอนตามปกติ
2. วิธีการประเมินที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
3. การทดสอบทักษะในด้านการเป่าขลุ่ย

ตัวแปรตาม 1. พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน
2. ทักษะในด้านการเป่าขลุ่ย
3. นักเรียนสามารถสอบเป่าขลุ่ยผ่าน เพลงหนูมาลี เพลงช้าง เพลงพรปีใหม่

5. แนวคิดในการวิจัย
1. ให้นักเรียนมีทัศนคติต่อวิชาดนตรีดีขึ้น
2. นักเรียนมีทักษะทางด้านดนตรีไม่เท่ากัน บางคนรับรู้ได้เร็ว บางคนรับรู้ได้ช้า ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกซ้อม และการเอาใจใส่ของตัวนักเรียนเอง
3. เป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองและผู้ที่พบเห็น

6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผลการวิจัยนี้ จะเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การพัฒนาทักษะในด้านการเป่าขลุ่ย ด้วยวิธีการประเมินที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการฝึกทักษะการอ่านโน้ต การใช้ลม การใช้ลิ้น การเป่าโน้ตสามตัว และให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาดนตรี มีพื้นฐานดนตรีที่ดี และเพื่อให้การเรียนการสอนวิชาดนตรีสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น

7. ขอบเขตของการวิจัย
1. กลุ่มที่ศึกษานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนนักเรียนที่ศึกษา 250 คน ของโรงเรียนศรีวิทยาปากน้ำ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 ในการทำวิจัยครั้งนี้ เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้เลือกนักเรียนกลุ่มนี้เนื่องจากนักเรียนมีทักษะพื้นฐานในด้านการเป่าขลุ่ยเป็นการฝึกหัดใหม่ และเด็กนักเรียนพึ่งจะเรียนเป่าขลุ่ยเป็นเทอมแรก ทำให้นักเรียนยังมีความสนใจเรียนอยู่บ้าง
2. วิธีการสอนเป่าขลุ่ย วิธีสอนที่ผู้วิจัยได้สอนตามปกติ โดยมีเทคนิคการสอนแบบใหม่ๆ เช่นให้นักเรียนเป่าตามและซ้ำ ๆ กันหลาย ๆรอบ ซึ่งต้องการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3. วิธีการประเมินที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญที่ผู้วิจัยได้ใช้ควบคู่กับการเรียนการสอน เพื่อจะได้ข้อมูลจากตัวนักเรียนและนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างสูงสุด โดยมีวิธีการที่ใช้ดังต่อไปนี้ คือ โดยการสังเกตการสอนของครู ซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการซ้อม ให้นักเรียนปฏิบัติเป็นกลุ่ม ให้นักเรียนปฏิบัติทีละคน การให้แบบฝึกหัดและเรียกนักเรียนมาสอบเป่า
4. พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน หมายถึง พฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก ในการเรียนรู้ในวิชาดนตรี ด้านการอารมณ์ของเพลงเวลาเป่า เป่าตามครูได้ และการทำแบบฝึกหัดที่ครูให้
5. ทักษะการเรียนในวิชาดนตรี หมายถึง ความสามารถของนักเรียนในการเรียนวิชาดนตรี เกี่ยวกับการเป่าขลุ่ย สามารถเป่าขลุ่ยได้อย่างถูกต้องและตรงกับจังหวะ โดยมีเกณฑ์ผ่านร้อยละ 80 ขึ้นไปของเพลงเพลงนั้น จากการทดสอบเก็บคะแนน

8. วิธีดำเนินการวิจัย
1. การกำหนดระยะเวลาทำการวิจัย ระยะเวลาที่ทำการวิจัยทั้งหมด 18 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวมทั้งหมด 36 ครั้ง โดยผู้วิจัยกำหนดให้นักเรียนเป่าขลุ่ยในวิชาดนตรี และเพลงที่สอนให้ ในแต่ละคาบ ครูก็จะบันทึกหลังการสอน และบันทึกลงในตารางบันทึกเพื่อความก้าวหน้าของตัวนักเรียน

กำหนดตารางทำการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามแผนการสอนตามปกติ โดยครอบคลุมเนื้อหาในการเป่าขลุ่ย โดยเป่าเพลงทั้งหมด 3 เพลง รวมถึงฝึกเป่าขลุ่ยเองทุกวันในตอนพักกลางวันก่อนมีการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 โดยดำเนินการสอนในตาราง

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นสิ่งที่ดีและสำคัญ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการสอนนักเรียนให้มีประสิทธิ์ภาพถ้าครูหันมาทำงานเอกสารกันมากขึ้น เพื่อจะเอาตำแหน่งทางวิชาการแล้วใครเล่าจะเป็นผู้สอนนักเรียนให้ดีได้ นักเรียนจะดีหรือไม่นั้นครูทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ นักเรียนประสบผลสำเร็จ สังคมที่ดีไม่ได้มีแค่คนฉลาด สังคมที่ดีต้องมีคนที่รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน การศึกษาที่สูงจะทำให้คนฉลาด แต่ทุกวันนี้คนละเริ่มขาดคุณธรรมกันมากขึ้น เพราะการเห็นแก่ตัว
คุณ วรเศรษฐ์ พงษ์รุจปรีชา สมุทรปราการ โทร. 089-123-2339 อีเมล์: sakamula@hotmail.com
© 2008 The Company, Inc. All rights reserved. SAKAMULA.COM